ทำไมเราถึงจำสิ่งที่เรียนในโรงเรียนไม่ได้
เราใช้เวลากว่าสิบปีในระบบการศึกษา แต่กลับนำความรู้มาใช้ได้น้อยกว่าที่คิด บทความนี้อธิบายด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไมการเรียนแบบเดิมไม่เวิร์ก และโอกาสที่การศึกษาไทยจะออกแบบการเรียนรู้ใหม่ให้ได้ผลจริง

และการศึกษาไทยเรียนรู้อะไรได้จากศาสตร์แห่งการเรียนรู้
ถ้าผมถามคุณวันนี้ว่า
“คุณยังจำสิ่งที่เรียนตอนมัธยมได้มากแค่ไหน?”
บางคนอาจนึกถึงคาบภาษาอังกฤษที่สนุก ครูที่ชอบเป็นพิเศษ หรือสูตรบางสูตรได้บ้าง
แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ จำได้น้อยมาก
คำถามที่ชวนอึดอัดจึงเกิดขึ้น
ทำไมหลังจากใช้เวลากว่าสิบปีในระบบการศึกษา ตั้งใจเรียนอย่างหนัก
เรากลับนำความรู้นั้นมาใช้ในชีวิตจริงได้ยาก?
เป็นเพราะเราเรียนไม่มากพอ?
หรือเป็นไปได้ว่า… เราเรียนผิดวิธีมาตลอด?
ภาพลวงตาของการเรียนรู้
ช่วงหลังมานี้ ผมเริ่มสนใจสิ่งที่เรียกว่า ศาสตร์แห่งการเรียนรู้ (learning science)
ซึ่งเป็นงานวิจัยที่อิงจิตวิทยาการรู้คิดและประสาทวิทยา เพื่ออธิบายว่า มนุษย์เรียนรู้อย่างไรจริง ๆ
หนึ่งในหนังสือที่อธิบายหลักการเหล่านี้ได้ชัดเจน และอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายาวนาน คือ Make It Stick โดย Peter C. Brown, Henry L. Roediger III และ Mark A. McDaniel
หนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ
มนุษย์เป็นผู้ตัดสินการเรียนรู้ของตัวเองได้ไม่ดีนัก
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
รู้สึกว่ากำลังเรียน ไม่ได้แปลว่าการเรียนรู้กำลังเกิดขึ้นจริง
นักเรียนจำนวนมากเชื่อว่าการเตรียมสอบที่ดีที่สุดคือการอ่านทวนโน้ต ขีดเส้นใต้หนังสือ หรือฝึกทำโจทย์แบบเดิมซ้ำ ๆ จนรู้สึกคุ้นเคย
วิธีเหล่านี้ให้ความรู้สึกสบาย เหมือนมีประสิทธิภาพ
และนั่นแหละคือปัญหา
เพราะมันสร้างสิ่งที่นักวิจัยเรียกว่า
“ภาพลวงตาของความเชี่ยวชาญ”
ทำไมวิธีเรียนแบบดั้งเดิมจึงล้มเหลว
งานวิจัยจำนวนมากพบตรงกันว่า
-
การอ่านซ้ำ และการเรียนแบบอัด (cramming) เป็นวิธีที่นักเรียนใช้มากที่สุด
-
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นวิธีที่ ได้ผลน้อยที่สุด
การเรียนแบบอัดอาจช่วยให้คะแนนสอบครั้งถัดไปดีขึ้น
แต่ความรู้จะเลือนหายอย่างรวดเร็ว
งานวิจัยหนึ่งที่อ้างถึงในหนังสือพบว่า
นักเรียนที่ใช้การเรียนแบบอัด ลืมสิ่งที่เรียนไปเกือบ 50% ภายในสองวัน
ในขณะที่นักเรียนที่ใช้เวลาเท่ากันไปกับการ ดึงความรู้จากความจำ (retrieval practice)
กลับลืมไปเพียง 13%
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ
-
การสอบเพียงครั้งเดียว ช่วยเพิ่มผลลัพธ์ได้ 11% หลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์
-
การให้ feedback กับคำตอบที่ผิด ช่วยให้จำได้นานยิ่งขึ้น
-
และการหน่วง feedback เล็กน้อย (ไม่ให้ทันที) ให้ผลดีกว่าระยะยาว
เพราะผู้เรียนจะไม่พึ่งพาการแก้ไขตลอดเวลา
บทสรุปเรียบง่ายแต่ทรงพลังคือ
การเรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อเราขัดขวางกระบวนการลืม
ผลลัพธ์ระยะสั้น vs การเรียนรู้ที่ยั่งยืน
แนวคิดหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากสำหรับโรงเรียน คือความแตกต่างระหว่าง
-
Momentary strength – ทำได้ดีแค่ไหนในตอนนี้
-
Underlying habit strength – ดึงความรู้มาใช้ได้ดีแค่ไหนในภายหลัง ภายใต้ความกดดัน
การทำซ้ำแบบไม่ย่อท้อ ช่วยให้ทำได้ดีในระยะสั้น
แต่แทบไม่ช่วยสร้างความแข็งแรงของนิสัยการใช้ความรู้
นี่อธิบายได้ว่าทำไมนักเรียนจำนวนมากสอบย่อยได้ดี
แต่กลับนำแนวคิดไปใช้ไม่ได้เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน หรือในสถานการณ์จริง
ยิ่งไปกว่านั้น
ยิ่งการฝึกฝนรู้สึกง่ายเท่าไร ความรู้ก็ยิ่งไม่ฝังแน่นเท่านั้น
อะไรที่ได้ผลจริง: กลยุทธ์ที่สร้างความจำระยะยาว
ศาสตร์แห่งการเรียนรู้ชี้ให้เห็นกลยุทธ์หลายอย่างที่ช่วยให้จำได้นานและนำไปใช้ได้จริง ได้แก่
-
การฝึกดึงความรู้จากความจำ (Retrieval practice)
เช่น แบบทดสอบความเสี่ยงต่ำ งานเขียนสั้น ๆ หรือให้เด็กอธิบายแนวคิดจากความจำ โดยไม่เปิดโน้ต -
การเว้นระยะการฝึก (Spaced practice)
ทบทวนเนื้อหาหลายครั้งในช่วงเวลาที่ห่างกัน แทนการอัดในครั้งเดียว -
การสลับเนื้อหา (Interleaving)
ผสมหัวข้อหรือโจทย์ที่เกี่ยวข้องกัน แทนการฝึกทักษะเดียวซ้ำ ๆ -
ความยากที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ (Productive struggle)
ให้เด็กลองแก้ปัญหาก่อนเรียนคำตอบ และอธิบายกระบวนการคิดของตนเอง -
การฝึกแบบหลากหลาย (Varied practice)
เปลี่ยนบริบทและเงื่อนไข เพื่อให้ผู้เรียนปรับตัว ไม่ใช่แค่ท่องจำ
ดังที่หนังสือกล่าวไว้ว่า
ยิ่งเชี่ยวชาญมากเท่าไร ความถี่ของการฝึกควรลดลง
แต่ไม่ควรหายไปเลย
ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญต่อการศึกษาไทย
ประเทศไทยลงทุนกับการศึกษาอย่างมหาศาล
เด็กใช้เวลาอยู่ในโรงเรียนยาว เรียนพิเศษ เตรียมสอบอย่างเข้มข้น
แต่เสียงสะท้อนจากนายจ้าง มหาวิทยาลัย และผู้ปกครอง มักคล้ายกันคือ
นักเรียนคิดวิเคราะห์ไม่เป็น นำความรู้ไปใช้ไม่ได้ และจำสิ่งที่เรียนไม่ได้
นี่ไม่ใช่ปัญหาของตัวนักเรียน
แต่เป็น ปัญหาการออกแบบการเรียนรู้
ห้องเรียนของเรายังเน้น
-
ปริมาณเนื้อหามากกว่าความเข้าใจ
-
คำตอบที่ถูกต้องมากกว่ากระบวนการคิด
-
ผลสอบระยะสั้นมากกว่าความเข้าใจระยะยาว
ศาสตร์แห่งการเรียนรู้ชี้ว่า
การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในห้องเรียน ไม่ใช่การปฏิรูปครั้งใหญ่
สามารถปลดล็อกผลลัพธ์ที่ดีกว่าได้อย่างมาก
การเรียนรู้ที่ “ปรากฏตัว” เมื่อมันสำคัญจริง ๆ
Make It Stick เปิดเรื่องด้วยเรื่องราวที่ทรงพลัง
นักบินคนหนึ่งกำลังบินเดี่ยวในเวลากลางคืน ที่ระดับความสูงหนึ่งหมื่นหนึ่งพันฟุต
เขากำลังขนส่งชิ้นส่วนสำคัญไปยังโรงงานผลิตในรัฐเคนทักกี
สายการผลิตของโรงงานหยุดรอชิ้นส่วนเหล่านี้อยู่
กลางทาง นักบินสังเกตเห็นว่าแรงดันน้ำมันในเครื่องยนต์ด้านขวาลดลงอย่างผิดปกติ
ในขณะนั้น
ไม่มีเช็กลิสต์อยู่ตรงหน้า
ไม่มีครู
ไม่มีเวลาเปิดตำราทบทวน
สิ่งที่สำคัญไม่ใช่สิ่งที่เขา เคยเข้าใจ
แต่คือสิ่งที่เขาสามารถ ดึงออกมาจากความจำได้ทันที อย่างแม่นยำ ภายใต้ความกดดัน
เรื่องนี้สะท้อนเป้าหมายที่แท้จริงของการเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน
การศึกษาไม่ใช่การสะสมความรู้ที่คุ้นเคยในช่วงเวลาหนึ่ง
หรือทำข้อสอบให้ดีในครั้งถัดไป
แต่คือการสร้างความรู้และทักษะที่ฝังแน่นในความจำ
เพื่อให้พร้อมใช้งาน เมื่อเราเผชิญปัญหา ความไม่แน่นอน และโอกาสใหม่ ๆ
นี่คือสิ่งที่นักเรียนจำนวนมากของเรายังทำไม่ได้
พวกเขาอาจจำได้เมื่อเห็นในหนังสือหรือข้อสอบ
แต่ไม่สามารถดึงมันออกมา เชื่อมโยง หรือปรับใช้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
โอกาสที่อยู่ตรงหน้าเรา
สำหรับครูและผู้นำโรงเรียนในประเทศไทย นี่คือโอกาสสำคัญ
ด้วยการออกแบบกิจวัตรการเรียนรู้ใหม่ เช่น
-
การเขียนในห้องเรียน แทนการจดตาม
-
แบบทดสอบเล็ก ๆ แทนการทบทวนก่อนสอบ
-
การทดลอง โครงงาน และการอธิบาย ที่ต้องใช้การดึงความรู้และเหตุผล
เราสามารถช่วยให้นักเรียนใช้ความพยายามของตนได้คุ้มค่ามากขึ้น
วิทยาศาสตร์ชัดเจน
เครื่องมือใช้งานได้จริง
คำถามคือ…
เรากล้าพอที่จะปล่อยวิธีที่ “รู้สึกว่าได้ผล”
เพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่ “ได้ผลจริง” หรือไม่